ฉลากสินค้า (Label) ต้องมีข้อมูลอะไรบ้างตามกฎหมายไทย?

ฉลากสินค้า (Label) ต้องมีข้อมูลอะไรบ้างตามกฎหมายไทย? คู่มือเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางและสกินแคร์

เวลาออกแบบบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง หลายแบรนด์มักโฟกัสที่ “ความสวย” ก่อน แล้วค่อยมาใส่ข้อความทีหลัง ผลคือฉลากแน่น อ่านยาก แถมบางครั้งยัง “ตกหล่นข้อมูลสำคัญ” ที่กฎหมายไทยกำหนดให้ต้องแสดงบนฉลากสินค้า (Label) โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก หรือสินค้าที่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ เช่น อาหารและเครื่องสำอาง

บทความนี้ Cos Packaging Design โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางและรับทำ Packaging แบบครบวงจร จะช่วยสรุปให้แบบอ่านง่ายว่า ฉลากสินค้าตามกฎหมายไทยต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง โดยโฟกัสเป็นพิเศษที่ “ฉลากเครื่องสำอางและสกินแคร์” พร้อมทิปการเตรียมข้อมูลก่อนส่งให้ทีมออกแบบฉลากหรือออกแบบกล่อง เพื่อลดความเสี่ยงผิดกฎหมาย และทำให้ Packaging ของคุณดูมืออาชีพตั้งแต่ชิ้นแรก

ภาพรวมกฎหมายฉลากสินค้าในไทย ที่เจ้าของแบรนด์ควรรู้ก่อนออกแบบ Label

กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องกับฉลากสินค้า

ในภาพใหญ่ “ฉลากสินค้า” ในไทยเกี่ยวข้องกับหลายกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค, ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก (สินค้าที่ควบคุมฉลาก), พระราชบัญญัติอาหาร และพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง ฯลฯ ซึ่งต่างก็มีเป้าหมายร่วมกันคือ ทำให้ผู้บริโภคเห็นข้อมูลสำคัญอย่างชัดเจน ไม่ถูกหลอก หรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติของสินค้า

สำหรับแบรนด์เครื่องสำอางและสกินแคร์ นอกจากกฎหมายฉลากสินค้าทั่วไปแล้ว ยังต้องปฏิบัติตามประกาศเรื่อง “ฉลากเครื่องสำอาง” ของ อย. ที่กำหนดรายละเอียดเฉพาะ เช่น การระบุส่วนผสม (Ingredients) วิธีใช้ คำเตือน และเลขที่ใบรับจดแจ้ง จึงจำเป็นมากที่เจ้าของแบรนด์จะต้องเตรียมข้อมูลให้ครบตั้งแต่ก่อนออกแบบงานกราฟิก Label และกล่องบรรจุภัณฑ์

ฉลากต้องเป็นภาษาไทย และต้องไม่ทำให้เข้าใจผิด

สิ่งที่มักลืมไม่ได้เลยคือ “ข้อความบนฉลากต้องมีภาษาไทย” และต้องอ่านได้ชัดเจน ขนาดตัวอักษรไม่เล็กจนเกินไป อาจมีภาษาอื่นประกอบได้ แต่ความหมายต้องไม่ขัดแย้งกับภาษาไทย และห้ามใช้ข้อความ ภาพ หรือสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้า เช่น สรรพคุณเกินจริง อวดอ้างรักษาโรค หรือใช้รูป/ข้อความที่สื่อถึงผลลัพธ์เกินจริงจนเกินขอบเขตเครื่องสำอาง

ข้อมูลพื้นฐานที่ “ทุกฉลากสินค้า” ควรมีตามกฎหมายไทย

แม้สินค้าแต่ละประเภทจะมีกฎเฉพาะของตัวเอง แต่ถ้ามองในภาพรวม สิ่งที่ฉลากสินค้าทั่วไปควรมีตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายไทยจะประกอบไปด้วยหัวข้อหลัก ๆ ดังนี้ (โดยอาจมีเพิ่ม–ลดตามกลุ่มสินค้า)

1) ชื่อสินค้า / ประเภทและชนิดสินค้า

ฉลากต้องระบุให้ชัดเจนว่าสินค้าคืออะไร ใช้ทำอะไร เช่น “ครีมบำรุงผิวหน้า”, “โลชั่นทาผิวกาย”, “แชมพูสระผม”, “สบู่ก้อนสำหรับผิวหน้า” ฯลฯ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจหน้าที่ของสินค้าได้ตั้งแต่แรกเห็น และไม่สับสนกับสินค้ากลุ่มใกล้เคียง เช่น ครีมเวชภัณฑ์ ฯลฯ

2) ชื่อหรือเครื่องหมายการค้า (Brand / Logo)

ชื่อแบรนด์หรือเครื่องหมายการค้า (Logo) ควรแสดงอย่างชัดเจนบนฉลาก และหากมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วก็สามารถใช้ชื่อหรือโลโก้ที่จดทะเบียนนั้นได้ จุดนี้นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว ยังช่วยสร้างการจดจำแบรนด์และความน่าเชื่อถือในมุมการตลาดด้วย

3) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต / ผู้นำเข้า / ผู้จัดจำหน่าย

ต้องระบุชื่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า และที่ตั้งตามจริง (รวมถึงประเทศที่ผลิตในกรณีนำเข้า) เพื่อให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้ หากเป็นโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์หรือ OEM ที่ทำให้แบรนด์ อาจใช้ชื่อผู้ผลิตตามที่ระบุในสัญญาและเอกสารจดแจ้ง อย. เป็นต้น

4) ปริมาณสุทธิ / น้ำหนัก / ปริมาตร

ฉลากต้องระบุปริมาณสุทธิของสินค้าอย่างชัดเจน เช่น 30 ml, 50 g, 250 ml ฯลฯ รวมถึงจำนวนชิ้นในกรณีเป็นเซ็ตสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคใช้เปรียบเทียบราคาและความคุ้มค่าได้อย่างถูกต้อง

5) วิธีใช้สินค้า

โดยเฉพาะสินค้าที่มีวิธีใช้เฉพาะ เช่น ครีมทาก่อนนอน มาสก์ที่ต้องล้างออก หรือผลิตภัณฑ์ที่มีระยะเวลาทาทิ้งไว้บนผิว วิธีใช้ที่ระบุบนฉลากควรชัดเจน เข้าใจง่าย และไม่ทำให้ผู้บริโภคใช้ผิดวิธีจนอาจเกิดอันตรายหรือผลข้างเคียง

6) ข้อควรระวัง / คำเตือนที่จำเป็น

บางสินค้าต้องระบุคำเตือนตามกฎหมายกำหนด เช่น ห้ามใช้บริเวณรอบดวงตา, หยุดใช้เมื่อมีอาการระคายเคือง, ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า … ปี เป็นต้น รวมถึงคำเตือนเฉพาะกรณีที่มีส่วนผสมบางประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีข้อความเตือนพิเศษ

7) วันผลิต / วันหมดอายุ หรือ เลขที่ผลิต (Lot / Batch)

ฉลากสินค้าควรระบุวันผลิตและวันหมดอายุอย่างชัดเจน หรืออย่างน้อยต้องมีเลขที่ผลิต (Lot/Batch No.) เพื่อใช้ติดตามหรือตรวจสอบในกรณีมีปัญหา ต้องเรียกคืนสินค้า และเพื่อให้ผู้บริโภคไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุแล้ว

8) ราคา (ในกรณีเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากและต้องแสดงราคา)

สินค้าบางกลุ่มที่อยู่ในรายการ “สินค้าควบคุมฉลาก” อาจต้องระบุราคาขายปลีกบนฉลากหรือบนป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน ซึ่งขึ้นอยู่กับหมวดสินค้าและประกาศที่เกี่ยวข้อง เจ้าของแบรนด์ควรตรวจสอบกับกฎหมายฉบับล่าสุดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ฉลากเครื่องสำอางและสกินแคร์: ข้อมูลสำคัญที่ “ต้องมี” ตามกฎหมายไทย

เมื่อโฟกัสมาที่กลุ่ม “เครื่องสำอางและสกินแคร์” ที่ทำงานคู่กับบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น ขวดปั๊ม กระปุก หลอด และกล่องบรรจุภัณฑ์ จะมีชุดข้อมูลที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนกว่าสินค้าทั่วไป โดยอิงจากพระราชบัญญัติเครื่องสำอางและประกาศเรื่องฉลากเครื่องสำอางของ อย.

รายการหลักที่ควรมีบนฉลากเครื่องสำอาง

โดยสรุป ฉลากเครื่องสำอางที่จำหน่ายในประเทศไทยควรมีข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ชื่อเครื่องสำอาง / ชื่อทางการค้า
  • ประเภทหรือชนิดของผลิตภัณฑ์ (เช่น ครีมบำรุงผิวหน้า โลชั่นกันแดด แชมพู ฯลฯ)
  • รายการส่วนผสม (Ingredients) ทุกชนิด เรียงตามปริมาณมากไปน้อย โดยใช้ INCI Name ตามหลักสากล
  • วิธีใช้ (Directions) ที่ชัดเจน
  • ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง / คำเตือน ตามที่กฎหมายหรือสูตรผลิตภัณฑ์กำหนด
  • ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต (ในประเทศ) หรือชื่อ–ที่ตั้งผู้นำเข้า และประเทศที่ผลิต (ในกรณีนำเข้า)
  • ปริมาณสุทธิ (Net Content)
  • เลขที่ใบรับจดแจ้งเครื่องสำอาง
  • เลขที่ผลิต (Lot/Batch) และวันเดือนปีที่ผลิต / หมดอายุ ตามที่กำหนด

ข้อมูลทั้งหมดนี้ควรจัดวางบนฉลากหรือกล่องบรรจุภัณฑ์ให้ “อ่านง่าย ไม่อัดแน่นเกินไป” และไม่ถูกบดบังด้วยภาพกราฟิกหรือเทคนิคการพิมพ์อื่น ๆ เช่น ฟอยล์ ปั๊มนูน หรือ Spot UV ซึ่งเป็นจุดที่หลายแบรนด์มักพลาดเมื่อออกแบบกล่องและสติ๊กเกอร์ฉลากเอง

ขนาดตัวอักษรและการจัดวางบนฉลากเครื่องสำอาง

โดยหลักควรใช้ตัวอักษรที่อ่านได้ชัดเจนเมื่อมองด้วยตาเปล่า หลีกเลี่ยงการใช้ตัวบางเกินไป สีอ่อนเกินไป หรือวางตัวอักษรซ้อนกับพื้นหลังที่มีลายเยอะจนทำให้ข้อความสำคัญอ่านยาก ตัวอย่างเช่น ข้อมูลส่วนผสม วิธีใช้และคำเตือน ควรอยู่บนพื้นหลังที่เรียบ มีคอนทราสต์ที่ดี เพื่อให้ผ่านทั้งเกณฑ์กฎหมายและตรวจสอบคุณภาพฉลากได้ง่ายในขั้นตอน QC

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยบนฉลากสินค้า และผลกระทบต่อแบรนด์

1) ลืมใส่คำเตือนหรือใส่ไม่ครบตามข้อกำหนด

สินค้าเครื่องสำอางบางประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมกรดผลไม้ (AHA), ผลิตภัณฑ์ย้อมสีผิว หรือสินค้าที่มีสารบางตัวตามประกาศฯ มักต้องระบุคำเตือนเฉพาะบนฉลาก หากขาดหรือใส่ไม่ครบ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกเตือน เรียกคืน หรือปรับตามกฎหมาย รวมถึงกระทบความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว

2) การใช้ถ้อยคำอวดอ้างเกินจริง

ฉลากเครื่องสำอางไม่ควรใช้ข้อความที่สื่อไปในทาง “รักษาโรค รักษาอาการ” หรือใช้คำที่สื่อความหมายเกินขอบเขตของเครื่องสำอาง เช่น “รักษาสิวหายขาด 100%” หรือ “ผลลัพธ์เทียบเท่าเลเซอร์” รวมถึงการใช้ภาพ Before–After ที่อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด การออกแบบข้อความสรรพคุณควรอยู่ในกรอบของเครื่องสำอาง เช่น บำรุง ให้ผิวดูเรียบเนียน ช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใส เป็นต้น

3) ฉลากอ่านยาก เพราะออกแบบเน้นสวยอย่างเดียว

อีกปัญหาที่เห็นบ่อย คือฉลากสวยมากแต่ข้อมูลสำคัญอ่านแทบไม่ออก เพราะใช้ฟอนต์บางเกินไป สีอ่อนเกินไป หรือวางตัวอักษรบนพื้นหลังที่มีลาย ทำให้ทั้งผู้บริโภคและเจ้าหน้าที่ตรวจฉลากอ่านลำบาก ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และอาจถูกมองว่าเจตนาซ่อนข้อมูล

4) ขาดการวางแผนร่วมกันระหว่าง “ข้อมูลฉลาก” และ “ดีไซน์ Packaging”

หลายแบรนด์เริ่มจากให้กราฟิกดีไซเนอร์ออกแบบกล่องหรือฉลากให้สวยก่อน แล้วค่อยมาใส่ข้อมูลทีหลัง พอถึงขั้นตอนจริงกลับพบว่า “ไม่มีพื้นที่พอ” หรือใส่แล้วแน่นมากจนต้องลดขนาดตัวอักษรลงอย่างมาก วิธีที่ถูกต้องคือ ควรเตรียมข้อมูลฉลากให้ครบก่อน แล้วส่งให้ทีมออกแบบ Packaging วางเลย์เอาท์ร่วมกันตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีม CosPackagingDesign ทำเป็นประจำให้กับลูกค้าที่สั่งผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางและกล่องบรรจุภัณฑ์

Checklist: เตรียมข้อมูลฉลากสินค้าให้พร้อม ก่อนส่งออกแบบ Label และกล่อง

เพื่อให้การทำงานกับโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์และทีมออกแบบเป็นไปอย่างราบรื่น เจ้าของแบรนด์สามารถใช้เช็กลิสต์ง่าย ๆ ต่อไปนี้เป็นแนวทางได้

เช็กลิสต์ข้อมูลฉลากสินค้า (สำหรับเครื่องสำอาง)

  • ชื่อแบรนด์ / ชื่อการค้า
  • ชื่อสินค้า + ประเภท/ชนิดผลิตภัณฑ์
  • กลุ่มเป้าหมาย (ใช้เป็นข้อมูลเสริมเพื่อออกแบบโทนฉลาก)
  • รายการส่วนผสม (Ingredients) ตามสูตรจากโรงงาน
  • วิธีใช้สินค้า (ชัดเจน กระชับ และถูกต้อง)
  • ข้อแนะนำ / คำเตือน (ตรวจสอบจากกฎหมายและสูตรส่วนผสม)
  • ปริมาณสุทธิ (ml / g ฯลฯ)
  • ชื่อ–ที่ตั้งผู้ผลิต / ผู้นำเข้า / ผู้จัดจำหน่าย
  • เลขที่ใบรับจดแจ้งเครื่องสำอาง (เมื่อได้รับแล้ว)
  • พื้นที่สำหรับ Lot No. / วันผลิต / วันหมดอายุ
  • Logo แบรนด์ และไฟล์กราฟิกที่ต้องการใช้บนฉลาก

เมื่อข้อมูลครบแล้ว ค่อยนำไปออกแบบร่วมกับทีม Packaging เพื่อจัดวางบนขวด กระปุก หลอด หรือกล่องให้สวยและอ่านง่าย ซึ่งสามารถต่อยอดไปกับบริการ ออกแบบ Packaging เครื่องสำอาง และบริการงานสกรีน–ฉลากของ Cos Packaging Design ได้โดยตรง

ทำงานกับ Cos Packaging Design: ฉลากถูกกฎหมาย + Packaging สวยในที่เดียว

One-Stop Packaging สำหรับบรรจุภัณฑ์ + ฉลากสินค้า

ที่ Cos Packaging Design เราไม่ได้เป็นแค่โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง แต่ให้บริการแบบ One-Stop ตั้งแต่การเลือกขวด กระปุก หลอด ซอง ไปจนถึงกล่องบรรจุภัณฑ์และงานสกรีนโลโก้/ฉลากสินค้าให้ครบในที่เดียว ผ่านบริการในหน้า Our Service และหมวด Printing & Screen Services ที่เน้นงานสกรีนโลโก้บนบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะ

เลือกใช้ “ฉลากสติ๊กเกอร์” หรือ “สกรีนโลโก้” แบบไหนดีกับแบรนด์?

สำหรับหลายแบรนด์เครื่องสำอาง คำถามยอดฮิตคือจะเลือก “ติดสติ๊กเกอร์ฉลาก” หรือ “สกรีนโลโก้บนขวด/กระปุก” ดี ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีต่างกัน เช่น สติ๊กเกอร์ฉลากเหมาะกับการเริ่มต้น ใช้งบไม่สูง เปลี่ยนดีไซน์ง่าย ส่วนงานสกรีนโลโก้ช่วยให้บรรจุภัณฑ์ดูพรีเมียม และทนทานกว่า คุณสามารถอ่านรายละเอียดการเปรียบเทียบได้ในบทความ “เปรียบเทียบการสกรีนโลโก้ VS ติดสติกเกอร์” แล้วนำมาปรับใช้กับสินค้าแต่ละตัวในไลน์ของคุณ

เชื่อมฉลากสินค้าเข้ากับไลน์บรรจุภัณฑ์ทั้งแบรนด์

เมื่อฉลากสินค้าและกฎหมายชัดเจนแล้ว ขั้นต่อไปคือการดีไซน์ให้ทุกชิ้นอยู่ใน “ภาพรวมเดียวกัน” ทั้งขวด กระปุก หลอด กล่อง และซอง เพื่อให้ลูกค้าเห็นปุ๊บจำแบรนด์ได้ทันที ซึ่ง Cos Packaging Design มีหน้า Cosmetic Packaging และ Box Packaging ให้คุณเลือกไลน์บรรจุภัณฑ์และกล่องบรรจุภัณฑ์ที่เข้ากับดีไซน์ฉลากอย่างเป็นระบบ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ “ฉลากสินค้า” ตามกฎหมายไทย

Q: ฉลากเครื่องสำอางต้องใช้ภาษาไทยเท่านั้นไหม? ใช้ภาษาอังกฤษล้วนได้หรือไม่

A: กฎหมายกำหนดให้ฉลากเครื่องสำอางที่ขายในประเทศไทยต้องมีข้อความภาษาไทยที่อ่านได้ชัดเจน อาจใช้ภาษาอื่นร่วมด้วยได้ แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับข้อความภาษาไทย ฉลากที่มีแต่ภาษาอังกฤษโดยไม่มีข้อมูลภาษาไทยถือว่าไม่เป็นไปตามข้อกำหนด

Q: สินค้าเครื่องสำอางทุกชนิดต้องมี “เลขที่ใบรับจดแจ้ง” บนฉลากหรือไม่?

A: โดยหลักแล้วผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่จำหน่ายในประเทศต้องผ่านการจดแจ้งกับ อย. และเมื่อได้รับเลขที่ใบรับจดแจ้งแล้ว ควรระบุบนฉลากอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นทั้งข้อกำหนดทางกฎหมายและช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของแบรนด์

Q: ถ้าฉลากมีพื้นที่จำกัด สามารถย้ายข้อมูลบางส่วนไปไว้ที่กล่องแทนได้ไหม?

A: ในทางปฏิบัติ สามารถจัดวางข้อมูลบางส่วนบนกล่องบรรจุภัณฑ์ได้ โดยเฉพาะข้อมูลยาวอย่างรายการส่วนผสมหรือวิธีใช้แบบละเอียด แต่ข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ ปริมาณสุทธิ เลขที่ใบรับจดแจ้ง และคำเตือนหลัก ควรอยู่บนตัวสินค้าหรือฉลากหลักให้ชัดเจนด้วย ทั้งนี้ควรออกแบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านฉลากและตรวจสอบกับข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

Q: ถ้าเปลี่ยนสูตรสินค้า ต้องเปลี่ยนฉลากใหม่ทุกครั้งหรือไม่?

A: หากมีการเปลี่ยนแปลงสูตร ส่วนผสมหลัก หรือข้อมูลสำคัญที่ระบุบนฉลาก เช่น เปลี่ยน Active Ingredient หรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้สินค้า ควรอัปเดตฉลากให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และตรวจสอบว่ามีผลต่อการจดแจ้งเครื่องสำอางหรือไม่ การใช้ฉลากเดิมกับสูตรใหม่โดยไม่อัปเดตข้อมูลอาจเสี่ยงผิดกฎหมายและกระทบความน่าเชื่อถือของแบรนด์

Q: ถ้าไม่แน่ใจว่าฉลากที่ออกแบบไว้ถูกต้องตามกฎหมายไหม ควรทำอย่างไร?

A: ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น ทีมโรงงานผลิตครีม/เครื่องสำอางที่คุ้นเคยกับข้อกำหนดฉลาก หรือทีมที่มีประสบการณ์ด้าน Packaging และฉลากเครื่องสำอางโดยเฉพาะ คุณสามารถติดต่อทีม Cos Packaging Design ผ่านหน้า Contact Us เพื่อให้ช่วยดูภาพรวมบรรจุภัณฑ์และงานฉลากเบื้องต้นได้

สรุป: ฉลากสินค้าที่ดี = ถูกกฎหมาย + อ่านง่าย + เสริม Branding

ฉลากสินค้า (Label) ไม่ใช่แค่สติ๊กเกอร์เล็ก ๆ ที่แปะบนขวดหรือกล่อง แต่เป็น “หน้าตาทางกฎหมาย” และ “ใบแนะนำตัว” ของสินค้าในเวลาเดียวกัน ฉลากที่ดีต้องมีข้อมูลครบตามกฎหมายไทย อ่านง่าย ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด และในขณะเดียวกันก็ต้องสนับสนุนภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูน่าเชื่อถือ มีตัวตน และพร้อมแข่งขันในตลาดจริง

หากคุณกำลังวางแผนสร้างแบรนด์เครื่องสำอางหรือสกินแคร์ และต้องการทีมที่ช่วยดูทั้งเรื่องบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอาง ฉลากสินค้า และงานสกรีนโลโก้แบบครบวงจร สามารถเริ่มต้นดูไลน์สินค้าได้ที่หน้า Products และบริการทั้งหมดได้ที่ Our Service จากนั้นค่อยต่อยอดไปสู่ดีไซน์ฉลากที่ทั้ง “ถูกต้องตามกฎหมาย” และ “เล่าเรื่องแบรนด์ได้ครบ” ในชิ้นเดียว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *